ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่สิ้นสุดไปแล้ว ก่อนจะมีอีกเหตุการณ์เข้ามาแทรกทีหลัง
หมายความว่ามันมีสองเหตุการณ์ (คล้าย past continuous) และต้องใช้ตามนี้ คือ
เหตุการณ์ที่เกิดก่อน (ใช้ Past Perfect Tense)
เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง (ใช้ Past Simple Tense)
**** ให้นักเรียนท่องว่า พาสเพอ (past per) เกิดก่อน พาสซิม (past sim) เกิดหลัง
(เป็นครั้งที่ 2 ที่ past simple เป็นพระรองเพราะเกิดหลัง) ตัวอย่างแนวข้อสอบ
The train………………..when we………………. to the station.
a. has left, get b. had left, had got
c. left, had got d. had left, got
ใจความของประโยคข้างบนคือว่า ” รถไฟออกไป ตอนที่เราไปถึงสถานี “
ทีนี้ก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า ระหว่าง รถไฟออกไป กับ เราไปถึงสถานี
เหตุการณ์ไหนเกิดก่อน คำตอบต้องเป็นรถไฟออกไปก่อนใช่ไหมเอ่ย
แล้วเราก็มาใส่สูตรเข้าไป พาสเพอ (past per) เกิดก่อน พาสซิม (past sim) เกิดหลัง
a. has left (ผิด present perfect), get (ผิด present simple)
b. had left (ถูกต้อง เกิดก่อน past per) , had got (ผิด อันนี้ past per)
c. left (ผิด past simple), had got (ถูกต้อง past per) d. had left (ถูกต้อง เกิดก่อน past per), got (ถูกต้อง past per)
เฉลยข้อ d. ” รถไฟออกไปก่อนแล้ว ตอนที่เราไปถึงสถานี “
ลองมาดูตัวอย่างกันเลยครับ ตามสูตรที่บอก พาสเพอ (past per) เกิดก่อน พาสซิม (past sim) เกิดหลัง
I hadeaten a pizza before I went to bed.
ฉันได้กินพิซซ่า ก่อนที่ฉันเข้านอน (กินก่อน )
John called me after I had left.
จอห์นโทรหาฉัน หลังจากที่ฉันได้ออกจากบ้านแล้ว (ฉันออกจากบ้านก่อน)
John had called me by the time I left. (by the time แปลว่า ก่อน)
จอห์นได้โทรหาฉัน ก่อนที่ฉันออกจากบ้าน (จอห์นโทรหาก่อน)
When we reached the cinema, all people had gone home.
เมือเราไปถึงโรงหนัง คนได้กลับบ้านหมดแล้ว (คนกลับบ้านก่อน)
All people had gone home when we reached the cinema.
คนได้กลับบ้านหมดแล้ว เมือเราไปถึงโรงหนัง (คนกลับบ้านก่อน)
We reached the cinema after all people had gone home.
เราไปถึงโรงหนัง หลังจากคนกลับบ้านหมดแล้ว (คนกลับบ้านก่อน)
We had reached the cinema before all people went home.
เราได้ไปถึงโรงหนัง ก่อนคนกลับบ้าน (ไปถึงโรงหนังก่อน)
He had studied English before he moved to England?
เขาได้เรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเขาย้ายไปอังกฤษ (เรียนก่อน)
They had had dinner before they did homework.
พวกเขาได้เขากินข้าว ก่อนพวกเขาทำการบ้าน (กินก่อน) –อย่างงนะว่าทำไมมี had
สองตัว ตัวที่หนึ่งเป็นกริยาช่วย ตัวที่สองเป็นกริยาแท้แปลว่ากิน
I hadeaten a pizza before I went to bed.
ฉันได้กินพิซซ่า ก่อนที่ฉันเข้านอน
กินก่อนเข้านอน ดังนั้น กินต้องใช้ past perfect ส่วนเข้านอนทีหลัง จึงใช้ past simple
สรุปว่าถ้านักเรียนต้องการบอกกล่าวเล่าเรื่องในอดีต ซึ่งมี “เหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อน แล้วมีอีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดตามหลัง” ให้ใช้โครงสร้าง
I hadn’teaten a pizza before went to bed.
ฉันไม่ได้กินพิซซ่า ก่อนที่ฉันเข้านอน
John had not called me by the time I left.
จอห์นไม่ได้โทรหาฉัน ก่อนที่ฉันออกจากบ้าน
He hadn’t studied English before he moved to England?
เขาไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเขาย้ายไปอังกฤษ
They had never had dinner before they did homework.
พวกเขาไม่เคยกินข้าว ก่อนพวกเขาทำการบ้าน
ประโยคคำถาม
โครงสร้าง
Had
I, he, she, it, a cat,
you, we, they, cats
gone?
การสร้างประโยคคำถามก็เป็นไปตามกกฎที่ว่า ถ้ามีกริยาช่วย (24 ตัว)
อยู่ในประโยคให้เอาขึ้นหน้าประธาน Had I eaten a pizza before I go to bed?
ฉันได้กินพิซซ่า ก่อนที่ฉันเข้านอนใช่ไหม
Yes, you had./ No, you hadn’t. ใช่ / ไม่ใช่ Had John called me by the time I left.
จอห์นได้โทรหาฉัน ก่อนที่ฉันออกจากบ้านใช่ไหม
Yes, he had./ No, he hadn’t. ใช่ / ไม่ใช่ Had all people gone home when we reached the cinema.
คนได้กลับบ้านหมดแล้ว เมือเราไปถึงโรงหนังใช่ไหม
Yes, they had./ No, they hadn’t. ใช่ / ไม่ใช่
Had he studied English before he moved to England?
เขาได้เรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเขาย้ายไปอังกฤษ
Yes, he had./ No, he hadn’t. ใช่ / ไม่ใช่
ประโยคคำถาม Wh- Question
ให้เอาคำเหล่านี้ (Who, What, Where, When, Why, How) นำหน้าประโยค ตามด้วย had
Who had called you before we went to the party?
ใครได้โทรหาคุณ ก่อนที่เราไปงานปาร์ตี้
Why had you sold your house before you moved to New you?
ทำไมคุณได้ขายบ้าน ก่อนที่คุณย้ายไปนิวยอร์ค
1. something like that– ประมาณนั้นอ่ะ คุยกับบอสฝรั่งอยู่ดีๆ
จะพูดถึงโปรเจ็คใหญ่โต แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไงดันไปใช้ something like that
ซะงั้นอะ อีแบบนี้ภาพลักษณ์เราคงติดลบแหงๆ
แทนที่จะถูกชื่นชมในความเป็นการเป็นงาน Pimporn: Right now we’re working on a CSR project. We plan to get people in the area involved….umm… something like that. (ตอนนี้เรากำลังทำโปรเจ็คที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมค่ะ เราคิดว่าจะดึงคนในพื้นที่เข้ามาด้วย เอ่อ…ประมาณนั้นแหละค่ะ)
2. I mean – จริงๆแล้ว… คำนี้ถ้าใช้เยอะก็น่าเบื่อพอๆกัน อะไรๆก็ I mean, I mean, I mean … จะพูดทั้งทีก็เอาให้มันถูกตั้งแต่แรกเลยดีกว่านะครับแหม่ วันหนึ่งคุณแฟนทำหน้าบูด ยื่นมือถือมาให้ดูไลน์ แฟน: Who the hell is this?!! (สาวที่ไหนแชทมาห๊ะ!!) จำเลย: Baby, I don’t even know who that is! I mean, she was a friend at work. No! I mean, we never really talked… I mean, we had to discuss work once or twice… (โธ่ที่รัก ใครอ่ะ เค้าไม่รู้จักด้วยซ้ำ
จริงๆแล้วนั่นมันเพื่อนร่วมงาน ไม่ๆ…จริงๆแล้วเราไม่เคยคุยกันเลยนะ
เอ่อ…ผมหมายความว่า เราอาจเคยคุยเรื่องงานกันครั้งสองครั้งเอ๊ง…) อ้ำอึ้งแบบนี้ก็รอเก็บซากได้เลยจ้ะ 3. like – แบบว่า นี่ก็เป็นอีกคำที่ฮิตมาก นึกอะไรไม่ออกให้บอก like, like, like…. ความจริงถ้าเผลอใช้บ่อย ให้ตัดออกไปบ้างก็ดี This movie is, like, really good. หนังเรื่องนี้อ่ะ แบบว่าดีมากๆเลยนะ This meal is, like, the best I’ve ever had. อาหารมื้อนี้อะ แบบว่า อรอ่ยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย 4. you know – รู้ป่ะ, อ่ะนะ สุดท้าย มาที่วลีเด็ดอย่าง You know? ที่เราต้องเคยใช้หรือได้ยินมาบ้างแน่นอน A: What did you mean when you say that John’s not to be trusted? (ที่เธอบอกว่าอย่าไว้ใจจอห์นอะ หมายความว่าไงหา) B: He’s such a playboy. You know what I mean! (หมอนั่นมันเจ้าชู้จะตาย เธอก็รู้ใช่มะ) นั่นแน่….มีใครเคยเอามาใช้รวมกันมั้ยครับ เช่น I mean, like he’s very nice and all, but sometimes he can be, like, a pain in the ass you know? อืมนะ แบบว่าเค้าก็เป็นคนนิสัยดี แต่บางครั้งเค้าก็ แบบว่า กวนตีนโคตรๆเลยอะ เก็ตป้ะ?
ปกติแล้ว big deal เนี่ยแปลว่า “เรื่องใหญ่” เช่น นาย A มาพูดกับ B
ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “Sorry mate, I can’t come to the group meeting
after school.” ขอโทษทีเพื่อน
เรามาประชุมงานกลุ่มหลังเลิกเรียนไม่ได้ว่ะ…ส่วน B ก็ตอบกลับไปว่า “Hey
don’t worry. It’s no big deal” เฮ้ยไม่เป็นไร
ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซักหน่อย
แต่! big deal ยังมีอีกความหมายหนึ่งว่า “แล้วไง, ไม่เห็นมีอะไรเลย,
ก็แค่นั้น” พูดง่ายๆก็คือ เราสามารถใช้คำนี้ตอนที่เราไม่แคร์สื่อ
ไม่อื้อหือกับเรื่องที่ได้ยินมานั่นเองครับ
เช่น ถ้ามีคนมาบอกเราว่า “I’m very happy with my life. I have a well-paid job and a beautiful girlfriend. Oh and I just bought a new car.” ให้เบ้ปากแล้วพูดใส่หน้ามันไปเลยว่า “Big deal!” แล้วไงฟะ! พูดแบบนี้กะมาอวดว่างั้น
2. ring a bell – คุ้นๆนะ แต่จำไม่ได้อะ
เป็นอีกวลีที่ได้ยินบ่อยๆ อะไรก็ตามที่ ring a bell
หมายความว่าเราอาจเคยเห็น เคยอ่าน เคยพบเจอ
เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับสิ่งของ หรือคนใดคนหนึ่งมาก่อน
แต่พอได้เจออีกทีกลับจำไม่ค่อยได้
เช่น Your face rings a bell. Have we met before? หน้าเธอคุ้นๆนะ เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า This book rings a bell. I seem to remember reading it. หนังสือเล่มนี้คุ้นๆแฮะ รู้สึกว่าเราเคยอ่านมันแล้วนะ You’re Frank? No, I’m afraid your name doesn’t ring a bell. ขอโทษนะแฟรงค์ แต่ว่าเราจำนายไม่ได้จริงๆว่ะ
3. don’t push your luck – ได้ใจเกินไปแล้วนะ
เคยมั้ยครับเวลาหมั่นไส้ใครแล้วอยากบอกคนนั้นเหลือเกินว่า
“ได้คืบจะเอาศอก” แต่ไม่รู้จะพูดว่ายังไง…คำว่า don’t push your luck
นี่แหละเหมาะสุดๆ!
เช่น เราขอแฟนเล่มเกมส์ชั่วโมงนึง พอครบชั่วโมงยังไม่พอ ขอเล่นต่ออีก คุณแฟนก็ตอบกลับมาด้วยเสียงเรียบๆว่า “Don’t push your luck Babe…” อย่าให้มันมากไปนะที่รัก ถ้าไม่ปิดไฟแล้วมานอนอย่าหาว่าไม่เตือน!
ปล. จะพูดว่า don’t push it ก็มีความหมายเดียวกันนะครับ ใช้แทนกันได้
4. piece of cake – ของกล้วยๆ
สำนวนนี้จะว่าแปลกก็แปลก เพราะให้แปลตรงๆมันคือเค้กดีๆนี่เอง
แต่พอมาเทียบกับสำนวนไทยกลับหมายถึงเรื่องกล้วยๆ หรือให้พูดง่ายๆก็คือ
อะไรก็ตามที่เป็น piece of cake เนี่ย จะเป็นเรื่องที่เราสามารถได้มาง่ายๆ
ทำให้สำเร็จได้แบบชิวๆนั่นเอง
เช่น I’ve studied for months before taking my TOEIC test. It was a piece of cake. สอบโทอิคน่ะเรอะ จิ๊บๆ ชั้นเตรียมตัวมาเป็นเดือนๆ เรื่องแค่นี้สบายมาก (อย่าเพิ่งโม้ รอดูคะแนนก่อนนะจ๊ะ)
บางคนอาจสงสัยว่าทำไม “เรื่องง่ายๆ” ต้องไปเปรียบเทียบกับเค้กด้วย
นั่นเป็นเพราะฝรั่งเค้ามองว่าการทำเค้กน่ะเป็นเรื่องยุ่งยาก
แต่การกินเค้กนั้นง่ายแสนง่ายนั่นเอง!
5. all ears – ฟังอย่างตั้งใจ
แค่ฟังแบบธรรมดาให้ใช้ listen กับ hear แต่ถ้าเป็น all ears จะหมายถึงการตั้งใจฟังแบบสุดๆ เวลาใช้ให้เติมประธานข้างหน้าด้วยครับ
เช่น Do you want to hear what happened after the party last night? เธออยากรู้มั้ยว่าเมื่อคืนหลังงานปาร์ตี้เกิดอะไรขึ้น Oh yes! I’m all ears! เล่ามาให้หมดเปลือกเลยนะแก
6. call it a day – วันนี้พอแค่นี้ละกัน
เป็นสำนวนสุดเบสิคที่หลายๆคนกลับไม่รู้ความหมาย เพราะถ้าให้แปลตรงตัวมันไม่ make sense เอาซะเลย
สำนวนนี้มักจะถูกนำมาใช้ในที่ทำงาน เมื่อเราทำงานอย่างหนักมาทั้งวันแล้วมีคนพูดขึ้นมาว่า let’s call it a day เค้าหมายความว่าไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะ/ มาทำต่อพรุ่งนี้ละกัน
7. make do – ใช้เท่าที่มี
คำว่า make แปลว่า ทำ ส่วนคำว่า do ก็แปลว่า ทำ แต่เมื่อเอามาผสมกันเป็น
“make do” จะหมายถึงการเอาตัวรอดด้วยสิ่งที่มีอยู่ ณ เวลานั้น
เช่น ถ้าเราอยากจะทำการ์ดวันวาเลนไทน์สีชมพูให้แฟน แต่ดันมีแค่กระดาษสีแดง เราก็จะพูดว่า I want to make a pink valentine for my boyfriend. But I’ll have to make do with a red one.
ถ้าอยากไปงานปาร์ตี้ชุดแฟนซี แต่ไม่มีเงินซื้อชุดใหม่ ต้องใช้ชุดเดิม ก็จะพูดว่า I want to buy a new dress for the party, but can’t afford one. I’ll have to make do with my old dress.
8. give it a shot – ลองดูซักตั้ง
เวลาที่เราต้องทำเรื่องยากลำบากที่เราไม่
ถนัด หรือไม่มีความมั่นใจ เราก็มักจะท้อแท้
สำนวนนี้เอาไว้ใช้ปลุกใจทั้งตัวเองหรือคนรอบข้างให้ลองไฟท์ดูนั่นเอง
เช่น เพื่อนคนหนึ่งกำลังจะสัมภาษณ์สอบชิงทุนไปเรียนต่อ ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนรักก็ต้องให้กำลังใจว่า I know you’re nervous, but you have to give it a shot. กังวลใจอยู่ละสิ แต่ต้องสู้ๆนะเธอ ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก!
9. take for granted – เห็นเป็นของตาย
ถ้าเรา take something หรือ take someone for granted
หมายความเราเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น/คนนั้น
คิดว่ายังไงก็ไม่มีทางเสียมันไป หรือพูดง่ายๆคือเห็นเป็นของตายนั่นเอง
เช่น Just because I’m here for you all the time doesn’t mean you can take me for granted!
(เห็นชั้นอยู่ข้างๆเธอตอนมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าชั้นจะเป็นของตายนะ!)
แต่ take for granted ยังมีอีกความหมายหนึ่ง ว่า “ทึกทักไปเอง” คือการเชื่อ หรือสันนิษฐานอะไรซักอย่างโดยไม่รู้ว่าจะเป็นจริงรึเปล่า
เช่น I took for granted that John would arrive on time. But it turns out that he was an hour late! (ชั้นทึกทักไปเองว่าจอห์นจะมาตรงเวลาตามนัด แต่เค้าดันมาสายไปเป็นชั่วโมงซะงั้นอะ)
10. guess what? – รู้รึเปล่า?
เรามักจะใช้ guess what เกริ่นนำประโยคหรือข้อมูลน่าเหลือเชื่อบางอย่าง
ที่พอเราบอกไปแล้วคนฟังจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน
ไม่ใช่การบอกให้คนฟังลองทายดูว่าเราจะพูดว่าอะไรนะครับ
เช่น Hey guess what? Today’s my birthday! (เฮ้ยรู้ป่าว วันนี้วันเกิดชั้นนะ)
เวลาตอบคนส่วนมากจะใช้คำว่า: really? (จริงดิ) wow! (ว้าว ไม่น่าเชื่อ) I have no idea! (เฮ้ย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ)
“What’s the time?” ประโยคคำถามพื้นฐานที่อาจทำให้หลายๆคนเหวอกันได้ เพราะนึกคำตอบไม่ออก จะบอกยังไงดีให้ฝรั่งไม่งงน้า วันนี้ DailyEnglish มีวิธีการ“บอกเวลาภาษาอังกฤษ”แบบง่ายๆ สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันครับ สำหรับการถามเวลาเราสามารถพูดว่า: 1. What’s the time? 2. What time is it? 3. Do you have the time? 4. Have you got the time? 5. What time do you make it?
วิธีหลักๆในการบอกเวลาจะแบ่งเป็นสองแบบ
แบบแรกคือ British English – ใช้ระบบเวลาแบบ 12 ชั่วโมง (12-hour clock) โดยจะใช้เลข 1 ถึง 12 ตามด้วย a.m. และ p.m. a.m. = ante meridiem = หลังเที่ยงคืน ถึง ก่อนเที่ยงวัน (00.01 a.m. – 11.59 a.m.) p.m. = post meridiem = หลังเที่ยงวัน ถึง ก่อนเที่ยงคืน
(12.00 p.m. – 11.59 p.m.)
ตัวอย่าง
Mount Manaslu is the lowest mountain.
ภูเขามานาสลูเป็นภูเขาที่ต่ำที่สุด
Mount Kangchenjunga is higher than Mount Manaslu.
ภูเขากังเจนจังก้าสูงกว่าภูเขามานาสลู
Mount Kangchenjunga is higher than Mount Manaslu, but lower than Mount Everest.
ภูเขากังเจนจังก้าสูงกว่าภูเขามานาสลู แต่ต่ำกว่าภูเขาเอเวอเรสต์
Mount Everest is the highest mountain.
ภูเขาเอเวอเรสต์เป็นภูเขาที่สูงที่สุด
2. คุณศัพท์สองพยางค์ (two-syllable adjectives)
คำคุณศัพท์บางคำที่มีสองพยางค์ เมื่อต้องการทำให้เป็น comparative
adjectives และ superlative adjectives ให้เติม -er และ -est ท้ายคำ
คุณศัพท์นั้นตามลำดับ เช่น
Adjectives Comparative Superlative
quiet quieter quietest
clever cleverer cleverest
noble nobler noblest
ตัวอย่าง
This room is quieter than that one.
ห้องนี้เงียบกว่าห้องนั้น
Malee is the cleverest of all the students.
มาลีเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในจำนวนเด็กนักเรียนทุกคน
คุณศัพท์สองพยางค์ที่ลงท้ายด้วย “consonant + y” (พยัญชนะ + y) ให้เปลี่ยน y
เป็น i แล้วเติม -er เมื่อเป็น comparative adjectives และเติม -est
เมื่อเป็น superlative adjectives เช่น
Adjectives Comparative Superlative
funny funnier funniest
easy easier easiest
jolly jollier jolliest
friendly friendlier friendliest
hungry hungrier hungriest
happy happier happiest
muddy muddier muddiest
handy handier handiest
messy messier messiest
ตัวอย่าง
Riding a bicycle is easier than driving a car.
การขี่จักรยานง่ายกว่าการขับรถยนต์
He has a happier life than she is.
เขามีชีวิตที่สุขสบายกว่าเธอ
Asian people are friendlier than Europeans.
ชาวเอเชียเป็นมิตรกว่าชาวยุโรป
คุณศัพท์สองพยางค์บางคำ เมื่อเป็น comparative adjectives และ superlative
adjectives มีได้ 2 รูป กล่าวคือ เติม -er ท้ายคุณศัพท์หรือเติม more
หน้าคุณศัพท์ และเติม -est ท้ายคุณศัพท์ หรือเติม most หน้าคุณศัพท์นั้นๆ
ตามลำดับ เช่น
หมายเหตุ more (มากกว่า) ตรงข้ามกับ less (น้อยกว่า)
most (มากที่สุด) “ ” least (น้อยที่สุด)
Adjectives Comparative Superlative
common (ธรรมดา) commoner commonest
more common most common
cruel (โหดร้าย) crueller cruellest
more cruel most cruel
gentle (นิ่มนวล) gentler gentlest
more gentle most gentle
handsome (หล่อ) handsomer handsomest
more handsome most handsome
likely (มีแนวโน้ม) likelier likeliest
more likely most likely
mature (เป็นผู้ใหญ่) maturer maturest
more mature most mature
narrow (แคบ) narrower narrowest
more narrow most narrow
obscure (ไม่แจ่มชัด) obscurer obscurest
more obscure most obscure
pleasant (น่ารื่นรมย์) pleasanter pleasantest
more pleasant most pleasant
polite (สุภาพ) politer politest
more polite most polite
remote (ไกล) remoter remotest
more remote most remote
shallow (ตื้น) shallower shallowest
more shallow most shallow
simple (เรียบง่าย) simpler simplest
more simple most simple
stupid (โง่) stupider stupidest
more stupid most stupid
subtle (เด่นชัด) subtler subtlest
more subtle most subtle
ตัวอย่าง
Life in the country is simpler than life in the city.
ชีวิตในชนบทเรียบง่ายกว่าชีวิตในเมือง
Exposure to sunlight is one of the most common causes of cancer.
การรับแสงอาทิตย์มากเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งมากที่สุดประการหนึ่ง
คุณศัพท์สองพยางค์ที่ลงท้ายด้วย -ing, -ful, -ous หรือ -ed เมื่อเป็น
comparative และ superlative จะวาง more และ most ไว้หน้าคำคุณศัพท์นั้น
ตามลำดับ เช่น
Adjectives Comparative Superlative
precious (มีค่าหรือราคา) more precious most precious
advanced (ก้าวหน้า) more advanced most advanced
tiring (เบื่อ, เหนื่อย) more tiring most tiring
cheerful (ร่าเริงแจ่มใส) more cheerful most cheerful
ตัวอย่าง
Technology today is more advaned than that in the past.
เทคโนโลยีปัจจุบันลํ้าหน้ากว่าเทคโนโลยีในสมัยก่อน
Teaching is less tiring than doing clerical work.
การสอนน่าเบื่อน้อยกว่าการทำงานเสมียน
3. คุณศัพท์สามพยางค์หรือมากกว่า (three-syllable adjectives or more)
คุณศัพท์ตั้งแต่สามพยางค์ขึ้นไป เมื่อเป็น comparatives และ superlatives จะวาง more และ most ไว้หน้าคุณศัพท์นั้นๆ ตามลำดับ เช่น
หมายเหตุ more (มากกว่า) ตรงข้ามกับ less (น้อยกว่า)
most (มากที่สุด) “ ” least (น้อยที่สุด)
Adjectives Comparative Superlative
stupid (โง่) more stupid most stupid
interesting (น่าสนใจ) more interesting most interesting
popular (เป็นที่นิยม) more popular most popular
important (สำศัญ) more important most important
extraordinary (แปลก) more extraordinary most extraordinary comfortable (สบาย) more comfortable most comfortable
convenient (สะดวก) more convenient most convenient
profitable (ทำกำไร) more profitable most profitable
sophisticated (ลํ้าหน้า) more sophisticated most sophisticated
ตัวอย่าง
Things are becoming more expensive these days.
สิ่งต่างๆ มีราคาแพงขึ้นทุกวันนี้
Good health is more important than money.
สุขภาพดีสำคัญกว่าเงิน
What’s the most interesting book you’ve ever read?
หนังสือเล่มใดที่น่าสนใจมากที่สุดเท่าที่คุณเคยอ่านมา
4. คุณศัพท์พิเศษ (special adjectives)
คุณศัพท์บางคำมีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น
เมื่อทำหน้าที่ comparative adjectives และ superlative adjectives
ต้องอาศัยการจำหรือใช้บ่อยๆ ได้แก่
ตัวอย่าง
Life in the country is worse than life in the city.
ชีวิตในชนบทแย่กว่าชีวิตในเมือง
He has a better life than she does.
เขามีชีวิตที่ดีกว่าเธอ
David is the eldest of the three boys in the family.
เดวิดเป็นพี่คนโตสุดในจำนวนพี่น้องทั้งสามคนในครอบครัว การใช้ comparatives
1. ใช้ comparative หรือขั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง
(แสดงว่าต้องมีสองสิ่งหรือสองบุคคลจะน้อยกว่านี้หรือเกินจากนี้ไม่ได้)ใช้
โครงสร้าง
คุณศัพท์ + er / more + คุณศัพท์ … (than)
ตัวอย่าง
Martin is taller than Annie.
มาร์ตินสูงกว่าแอนนี
Annie is shorter than Martin.
แอนนี่เตี้ยกว่ามาร์ติน
Martin is taller.
(มาร์ตินสูงกว่า)
The white bag is bigger than the black bag.
กระเป๋าสีขาวใหญ่กว่ากระเป๋าสีดำ
The black bag is smaller than the white bag.
กระเป๋าสีดำเล็กกว่ากระเป๋าสีขาว
The white bag is bigger.
กระเป๋าสีขาวใหญ่กว่า
จะสังเกตเห็นว่า หลัง comparative adjectives มักจะตามด้วย than ดังนั้น
taller than, bigger than, smaller than
แต่บางครั้งก็มีการเอ่ยถึงสิ่งนั้นในเชิงการเปรียบเทียบกับอีกสิ่งที่ไม่ได้
เอ่ยขึ้นมา แต่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าเป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งนั้น
ก็เพียงแต่บอกถึงสิ่งที่ “…มากกว่า” เท่านั้นก็พอ อย่างนี้ไม่ต้องมี than
กล่าวโดยสรุป พอจะเขียนโครงสร้างให้จำง่ายได้ดังนี้
NOUN 1 + comparative adjective + than + NOUN 2
หรือ
NOUN 1 /NOUN 2 + comparative adjective
(หมายเหตุ เครื่องหมาย / หมายถึง “หรือ”)
ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติม
My book is thicker than yours, (yours = your book)
หนังสือของผมหนากว่าหนังสือของคุณ
My book is thicker.
หนังสือของผมหนากว่า
Your book is thinner.
หนังสือของคุณบางกว่า
Riding a motorbike is more dangerous than driving a car.
การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อันตรายกว่าการขับรถยนต์
Riding a motorbike is more dangerous.
การขับขี่รถมอเตอร์ไซด์อันตรายกว่า
Driving a car is safer.
การขับรถยนต์ปลอดภัยกว่า
David’s kitchen is dirtier than mine.
ครัวของเดวิดสกปรกว่าครัวของผม
David’s kitchen is dirtier.
ครัวของเดวิดสกปรกกว่า
My kitchen is cleaner.
ครัวของผมสะอาดกว่า
หากต้องการเน้นปริมาณมากน้อยของ comparative adjectives
ก็สามารถทำได้โดยวางคำหรือวลีดังต่อไปนี้ข้างหน้า comparative adjectives
ได้แก่ (very) much, a lot, a little, a (little) bit, rather, หริอ far (=
very much)
ตัวอย่าง
Ridding a motorbike is much more dangerous than driving a car.
การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อันตรายกว่าการขับรถยนต์เป็นอย่างมาก
David’s kitchen is very dirty. Mine is a little bit cleaner.
ครัวของเดวิดสกปรกมาก ครัวของผมสะอาดกว่าเล็กน้อย
อาจจะมีคำถามว่า จะวาง comparative adjectives 2 คำ ซ้อนกันโดย
ไม่มีคำเชื่อมระหว่าง comparative adjectives ได้ไหม คำตอบคือ “ไม่ได้”
แต่ถ้ามีคำเชื่อมระหว่าง comparative adjectives สามารถทำได้
ตัวอย่าง
X The weather is getting more colder.
/ The weather is getting colder and colder.
อากาศหนาวเย็นขึ้นๆ
X David’s kitchen is dirty, but mine is more cleaner.
/ David’s kitchen is dirty. Mine is a lot cleaner.
ครัวของเดวิดสกปรก ครัวของผมสะอาดกว่ามาก
2. ใช้ the + comparative clause, the + comparative clause เพื่อ
แสดงว่าสองสิ่งนั้นผันแปรไปตามกัน ลักษณะโครงสร้างดังกล่าวนี้ เรียกว่า
double comparatives เนื่องจากทั้ง 2 clauses เริ่มต้นแต่ละ clause ด้วย
the + comparative adjective/adverb + ฉะนั้นจึงใช้โครงสร้าง
The + comparative clause, the + comparative clause
ตัวอย่าง
The smaller a car is, the easier it is to park.
ยิ่งรถยนต์มีขนาดเล็กลงเท่าไร ก็ยิ่งหาที่จอดได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
The colder the weather, the higher my heating bills are.
ยิ่งอากาศหนาวเย็นลงเท่าใด ค่าใช้จ่ายด้านเครื่องทำความร้อนก็สูงขึ้นเท่านั้น การใช้ superlatives
1. ใช้ superlative หรือขั้นสุด
เมื่อมีการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งในจำนวนตั้งแต่สามขึ้นไป (แสดงว่า
ต้องมีจำนวนตั้งแต่ 3 ถึงจะใช้ superlative ได้) โดยใช้โครงสร้าง.
the + superlative adjective/the + most/least + adjective)
ตัวอย่าง
Martin is the tallest of the three children.
มาร์ตินสูงที่สุดในจำนวนเด็กทั้งสามคน
The river Danube is the shortest.
แม่น้ำดานูบสั้นที่สุด
The river Nile is the longest.
แม่นํ้าไนล์ยาวที่สุด
John’s house is the least expensive.
บ้านของจอห์นแพงน้อยที่สุด
Bill’s house is the most expensive.
บ้านของบิลแพงที่สุด
หน้า superlative adjectives อาจจะเสริมด้วยคำหรือวลีต่อไปนี้ก็ได้ คือ
easily หรือ by far ทั้งนี้เพื่อให้การเน้นย้ำมากเป็นพิเศษนั่นเอง
ตัวอย่าง
The Nile is by far the longest river in the world.
แม่น้ำไนล์นับเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก
What’s easily the most interesting book you’ve ever read? หนังสือที่นับว่าน่าสนใจที่สุดที่คุณเคยอ่านมาคืออะไร
ข้อสังเกต จะเห็นได้ว่า เมื่อใช้ superlative adjectives ในประโยคจะต้องวางคำว่า the ข้างหน้าคุณศัพท์ขั้นสุดนั้นทุกครั้ง
เปรียบเทียบคาามเท่า (as + Adj + as)
นอกเหนือจากการเปรียบเทียบความต่างเป็น มากกว่า/น้อยกว่า
และมากที่สุด/น้อยที่สุด ยังมีการเปรียบเทียบความเท่ากัน โดยใช้โครงสร้าง
as + adjective + as และ ไม่เท่ากัน โดยใช้โครงสร้าง not as/so + adjective
+ as หรือ less + adjective + than ทั้งนี้ใช้ได้เฉพาะกับการเปรียบเทียบ 2
สิ่งเท่านั้น
ตัวอย่าง
Judy is as tall as Martin.
จูดี้สูงเท่ากับมาร์ติน
Somchai’s house is not as expensive as Wirat’s house.
บ้านของสมชายราคาไม่แพงเท่ากับบ้านของวิรัตน์
= Somchai’s house is less expensive than Wirat’s house.
บ้านของสมชายแพงน้อยกว่าบ้านของวิรัตน์
เปรียบเทียบความมากกว่า/น้อยกว่าของนาม (more/less/fewer + Noun + than)
นอกจากจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างของสองสิ่งหรือบุคคลสองคนที่เกี่ยวเนื่อง
กับคุณสมบัติซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Adjectives แล้ว
ยังสามารถเปรียบเทียบความมากปริมาณหรือจำนวนกว่า (more…than),
น้อยปริมาณกว่า (less…than) หรือน้อยจำนวนกว่า (fewer…than) ของ Nouns
ได้ด้วย โดยใช้โครงสร้าง
more + Countable/Uncountable Noun + than + Countable/ Uncountable Noun
หรีอ
fewer + Countable Noun + than + Countable Noun
หรือ
less + Uncountable Noun + than + Uncountable Noun
หมายเหตุ Countable Noun หมายถึง คำนามนับได้
Uncountable Noun หมายถึง คำนามนับไม่ได้ เครื่องหมาย/ หมายถึง “หรือ”
ตัวอย่าง
There’s more steak than chicken.
มีเนื้อสเต้กมากกว่าเนื้อไก่
There’s less chicken than steak.
มีเนื้อ ไก่น้อยกว่าเนื้อสเต้ก
There are more peaches than bananas in the bowl.
มีลูกพีชมากกว่ากล้วยในชาม
There are fewer bananas than peaches in the bowl.
มีกล้วยจำนวนน้อยกว่าลูกพีชในชาม
ดูตัวอย่างเพิ่มเติม
I eat more oranges than apples.
ผมกินส้มมากกว่าแอปเปิล
Canned food has fewer vitamins than frozen food.
อาหารกระป๋องมีวิตามินน้อยกว่าอาหารแช่แข็ง
There is less sugar than salt in this sauce.
มีนํ้าตาลน้อยกว่าเกลือในซอสชนิดนี้